แต่ร้านนวดในญี่ปุ่นกลับปิดกิจการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แนวคิดสำหรับเจ้าของร้านนวดไทยในญี่ปุ่น เพื่ออยู่รอดและเติบโต
บทนำ
ถ้าเดินอยู่ในประเทศไทย เราจะเห็นร้านนวดอยู่แทบทุกถนน
หลายคนอาจสงสัยว่า
“ร้านเยอะขนาดนี้ เขาอยู่กันได้อย่างไร?”
แต่ในความเป็นจริง ร้านนวดจำนวนมากในไทยยังคงดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน ที่ประเทศญี่ปุ่น
ร้านนวดและร้านรีแลกเซชันกลับปิดกิจการเพิ่มขึ้นทุกปี
โดยเฉพาะร้านขนาดเล็กที่บริหารโดยเจ้าของคนเดียวหรือครอบครัว
ความแตกต่างนี้
ไม่ใช่เรื่องของวัฒนธรรมอย่างเดียว
แต่เป็นเรื่องของ
- โครงสร้างธุรกิจ
- ต้นทุน
- วิธีที่ลูกค้าเลือกใช้บริการ
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อ
เจ้าของร้านนวดไทยที่ทำธุรกิจอยู่ในญี่ปุ่น
เพื่อช่วยให้มองภาพรวมของตลาดญี่ปุ่นได้ชัดขึ้น
และปรับวิธีบริหารให้ร้าน “อยู่ได้ในระยะยาว”
บทที่ 1 : ทำไมร้านนวดในไทยถึงมีเยอะและยังอยู่ได้
1. นวดคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน + นักท่องเที่ยว
ในประเทศไทย การนวดไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย
แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นประเทศท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวจำนวนมาก
- ต้องนวดอย่างน้อย 1 ครั้ง
- บางคนมานวดหลายครั้งในทริปเดียว
ทำให้ร้านนวดมี
ลูกค้าคนไทย + นักท่องเที่ยว
ซึ่งช่วยพยุงยอดขายได้ตลอดปี
2. ต้นทุนคงที่ต่ำ ปรับตามยอดขายได้
ร้านนวดในไทยมีต้นทุนคงที่ต่ำกว่าในญี่ปุ่น เช่น
- ค่าเช่า
- ค่าแรง
โดยเฉพาะค่าแรงที่มักเป็น
เงินพื้นฐาน + ค่าคอมมิชชั่น
ถ้าวันไหนลูกค้าน้อย ค่าใช้จ่ายก็ลดลงตาม
ทำให้ความเสี่ยงขาดทุนต่ำกว่า
3. เปิดร้านง่าย คนทำงานหาง่าย
ในไทย การเปิดร้านนวดไม่ต้องใช้ใบอนุญาตระดับเดียวกับญี่ปุ่น
แรงงานจึงเข้าสู่ตลาดได้ง่าย
- เปิดร้านง่าย
- ปิดร้านก็ไม่ยาก
โครงสร้างแบบนี้ทำให้ร้านมีการหมุนเวียนสูง
แต่ไม่กดดันผู้ประกอบการมากนัก
บทที่ 2 : ทำไมร้านนวดในญี่ปุ่นถึงปิดกิจการมากขึ้น
1. ตลาดแน่น ลูกค้าเลือกจาก “ราคา”
ในญี่ปุ่น มีทั้ง
- ร้านนวด
- ร้านเซย์ไต
- คลินิกจัดกระดูก
ลูกค้าทั่วไปมองว่า
“คล้าย ๆ กัน”
จึงเลือกจาก ราคาเป็นหลัก
เช่น
60 นาที 2,980 เยน
กลายเป็นราคามาตรฐานของตลาด
ผลคือ ร้านต้องลดราคา แข่งกันเรื่อย ๆ
แต่กำไรแทบไม่เหลือ
2. ต้นทุนสูงขึ้น แต่ขึ้นราคาไม่ได้
ค่าใช้จ่ายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นทุกปี
- ค่าเช่า
- ค่าไฟ
- ค่าแรง (โดยเฉพาะขาดแคลนคน)
แต่ถ้าขึ้นราคา
ลูกค้าอาจหายไปทันที
ร้านจำนวนมากจึงติดอยู่ในสภาพ
ต้นทุนสูง แต่ราคาเดิม
3. ลูกค้ารู้สึกว่า “ร้านไหนก็เหมือนกัน”
หลายร้านมีเมนูคล้ายกันมาก
ลูกค้าแยกความแตกต่างไม่ออก
สุดท้ายจึงตัดสินใจจาก
- ใกล้บ้าน
- ถูกกว่า
ไม่ใช่จากคุณค่าแท้จริงของร้าน
บทที่ 3 : แนวคิด 4 ข้อ สำหรับร้านนวดไทยในญี่ปุ่น
ในสภาพตลาดแบบนี้
สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ “ทำงานหนักขึ้น”
แต่คือ เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีบริหาร
4 แนวคิดสำคัญ
| แนวคิด | เป้าหมาย | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| ทำร้านให้เฉพาะทาง | ให้ลูกค้าเลือกเพราะเหตุผล | นวดแก้นอนไม่หลับ นวดคนทำงาน นวดผู้ชาย |
| สร้างรายได้ประจำ | ลดความผันผวน | คอร์สรายเดือน สมาชิก |
| ลดงานที่ไม่จำเป็น | แก้ปัญหาขาดคน | จองออนไลน์ จ่ายเงินล่วงหน้า |
| ขาย “ประสบการณ์” | สร้างแฟนร้าน | บรรยากาศ กลิ่น การดูแล |
1. จาก “รับทุกอย่าง” เป็น “ร้านเฉพาะทาง”
ร้านที่อยู่รอดได้ดี
มักรู้ว่า ไม่ควรทำทุกอย่าง
ถ้าชัดเจนว่า
“ร้านนี้ช่วยใคร เรื่องอะไร”
ลูกค้าจะยอมจ่ายมากขึ้น และกลับมาอีก
2. ทำให้ลูกค้ากลับมาเป็นประจำ
ถ้าพึ่งลูกค้าใหม่อย่างเดียว
ค่าโฆษณาจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ
การมี
- คอร์สดูแลรายเดือน
- โปรแกรมต่อเนื่อง
ช่วยให้ร้านมีรายได้ที่คาดการณ์ได้
3. ใช้ระบบ เพื่อให้ทำงานง่ายขึ้น
การใช้
- ระบบจองออนไลน์
- ชำระเงินล่วงหน้า
- จัดการข้อมูลลูกค้า
ช่วยลดภาระงาน
และให้พนักงานโฟกัสกับการนวดได้เต็มที่
4. ลูกค้าไม่ได้จำแค่ฝีมือ แต่จำความรู้สึก
สุดท้าย ลูกค้ากลับมาเพราะ
- รู้สึกสบายใจ
- ไว้ใจ
- ชอบบรรยากาศและการดูแล
ถ้าลูกค้ารู้สึกว่า
“มาที่นี่แล้วสบายทั้งตัวและใจ”
ร้านจะไม่ต้องแข่งที่ราคาอีกต่อไป
สรุป
ตลาดญี่ปุ่นไม่เหมือนประเทศไทย
จึงไม่สามารถใช้วิธีเดิม ๆ ได้
แต่ถ้า
- ทำร้านให้ชัดเจน
- สร้างรายได้ประจำ
- ลดงานที่ไม่จำเป็น
- ใส่ใจประสบการณ์ลูกค้า
ร้านนวดไทยในญี่ปุ่น
ยังมีโอกาสเติบโตและอยู่ได้ในระยะยาว
